วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ขนมฝรั่งกุฎีจีน




ขนมฝรั่งกุฎีจีน
ต้องอาศัยความชำนาญและความเอาใจใส่เป็นพิเศษ แม้แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ก็ยังเป็นของเก่าดั้งเดิม บางส่วนที่ชำรุดก็นำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้เพื่อความสะดวก อย่างเตาอบที่ใช้ก็เป็นแบบโบราณ ต้องอาศัยความชำนาญในการควบคุมความร้อน หน้าตาขนมจะกระเดียดทางขนมเค้ก แต่ด้วยสูตรพิเศษที่สืบทอดมาแต่โบราณ จะใช้เพียงไข่ แป้งสาลี และน้ำตาลทรายเท่านั้น จะไม่มีส่วนผสมของเนย นม ยีสต์ ผงฟู สารกันบูด เมื่อผ่านการอบด้วยอุณหภูมิความร้อนที่พอเหมาะ จะได้ขนมที่ออกมากรอบนอก นุ่มแน่นในพอดิบพอดี

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

1. เครื่องตีไข่
2. เตาอบขนมประดิษฐ์เอง
3. กรรไกร, อ่างผสม
4. ไม้พาย ทั้งแบบเป็นไม้และพลาสติก
5. พิมพ์ทองเหลืองทำเอง
6. กระด้ง
7. คีมสำหรับคีบ
8. กะละมัง
9. ทัพพี
10. ไม้ปั่นน้ำมันทำเอง
11. ตั่งเคาะขนม

ส่วนผสมหลัก ๆ

มีเพียง 3 อย่างเท่านั้นคือ แป้งสาลี ไข่เป็ด และน้ำตาลทราย

ขั้นตอนการทำ

ขนมฝรั่งกุฎีจีน เริ่มจากการนำแป้งสาลีมาทำการร่อน 3 ครั้ง เพื่อให้แป้งเบาตัว พักเตรียมไว้ในภาชนะ จากนั้นนำไข่เป็ดที่เตรียมไว้มาตอกใส่กะละมัง แล้วจึงเทลงไปในอ่างผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย ใช้เครื่องตีไข่ตีจนขึ้นฟูเป็นครีมสีขาวเนียนละเอียดหรือจนฟองตั้งยอดอ่อน

เมื่อตีไข่กับน้ำตาลได้ที่ดีแล้ว ก็เทใส่ภาชนะปากกว้าง นำแป้งสาลีที่เตรียมไว้ค่อย ๆ ผสมลงไปทีละน้อย แล้วคนให้เข้ากัน ค่อย ๆ ใส่แป้งลงไปทีละน้อย ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนหมดแป้ง การทำเช่นนี้จะทำให้เนื้อแป้งไม่แน่นเกินไป

ใส่แป้งหมดแล้วก็ตั้งทิ้งไว้สักครู่ ระหว่างนั้นก็ทำการเตรียมผลไม้ที่ใช้โรยหน้า ใช้กรรไกรตัดฟักเชื่อม ลูกเกด และลูกพลับอบแห้ง เป็นชิ้นเล็ก ๆ เสร็จแล้วก็วอร์มเตาอบให้ร้อน ก่อนจะนำพิมพ์ขนมที่เตรียมไว้วางเรียงให้เต็ม แล้วใช้ไม้ปั่นน้ำมันพืชลงในพิมพ์ให้ทั่ว พอพิมพ์ขนมร้อน ก็ทำการหยอดแป้งที่พักไว้ให้เต็มเบ้าพิมพ์พอแป้งตึงให้รีบโรยหน้าด้วยผลไม้อบแห้งที่เตรียมไว้ ตบท้ายด้วยการโรยน้ำตาลทรายบาง ๆ อย่างรวดเร็ว เพราะหากช้าผลไม้อบแห้งและน้ำตาลจะจมลงไปในแป้ง ไม่จับหน้าขนม เสร็จแล้วทำการอบขนมประมาณ 15 นาที จึงนำออกมาเคาะขนมออกจากพิมพ์ ตั้งพักไว้ให้คลายร้อน ก่อนจะบรรจุใส่ถุงขายได้เลย

เอกลักษณ์ของขนมฝรั่งกุฎีจีนคือข้างนอกผิวจะสีน้ำตาลเกรียมน่ารับประทาน กลิ่นหอม กรอบนอก เนื้อในฟูนุ่มอร่อยลิ้น สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น