วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เนื้อกวาง" ผัดพริดไทดำ






งั้นมาเตรียมทำกัน ขั้นแรกก็ต้องให้อาหารแช่แข็ง(ไม่ว่าจะเป็นเนื้ออะไรก็ตาม)คลายความเย็นลงและละลายสู่สภาบปรกติ
โดยให้ละลายในอุณหภูมิปรกติ(อุณหภูมิห้อง) ถ้ามีเวลาน้อยก็ใช้วิธีการแช่น้ำก็ได้แต่ห้ามฉีกห่อหรือซองบรรจุภัณฑ์แล้วแช่น้ำเด็ดขาด
เพราะความสดของอาหารที่อุตส่าห์ถนอมอาหารด้วยการแช่แข็งในสูญญากาศมาจะหมดไปทันที
อย่ากังวลและสงสัยว่าไม่สดไม่ดีเลยครับ อาหารหลายเมนูที่ท่านสั่งทานในร้านอาหารดังๆ ก็ใช้อาหารแช่แข็งทำให้ท่านโดยไม่รู้ตัวครับ

สำหรับวันนี้ เนื้อกวางของผมนิ่มได้ที่แล้วจึงนำออกมาหั่นในปริมาณที่ต้องการ
เตรียม หอมหัวใหญ่หั่นเซี่ยวๆ พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบๆ ต้นหอมหั่นเป็นท่อนๆ
พริกไทดำซักช้อนโต๊ะพูลๆ โขลกให้แตกแต่ไม่ต้องถึงกับละเอียดยิบแล้วพักไว้
ปลอกกระเทียมซักเจ็ดกลีบ รากผักชีซักสองสามรากโขลกรวมกัน(วันนี้ผมไม่ได้ใส่รากผักชีเพราะไม่มี)
ส่วนของเครื่องปรุง
น้ำมันหอย ซ๊อสปรุงรส ซีอิ้วขาว เหล้าจีน(ถ้ามี) น้ำตาล
บรรเลงล๊ะน๊ะ

น้ำมันพืชที่แสนแพงใส่กะทะเล็กน้อยตั้งไฟพอร้อน เอากระเที่ยมกับรากผักชีที่โขลกลงเจียว
พอหอมใส่เนื้อลงผัด เริ่มสุกใส่พริกไทดำลงไป เติมน้ำซุปเล็กน้อย
ใส่น้ำมันหอย ซ๊อสปรุงรส ซีอิ้วขาว น้ำตาลจี๊ดเดียวปลายๆช้อนผัดให้เข้ากันใส่หอมใหญ่และพริก
ชิมดูครับ เมื่อทุกอย่างสุกได้ที่ เติมเหล้าจีนซักช้อนแล้วใส่ต้นหอมลงไป
ใส่จานพร้อมเสริฟขอรับทั่น..
แหมเนื้อกวางมันนุ่ม หนึบ ไม่เหนียวนัก เด้งสู้ลิ้นจริงๆ แต่จะให้นุ่มๆแน่ๆต้องกระจอกเทศครับ

สำหรับผัดพริกไทดำ แกล้มสุราดี ไม่เผ็ดจีดจ๊าดเหงื่อออกหัว แค่เผ็ดร้อน หอมๆพริกไท
สามารถผันไปได้เรื่อยๆ เหมือนผัดกะเพรา
เปลี่ยนวัตถุดิบหลักเป็น ไก่ กุ้ง หมึก ปลา ปูฯลฯ ไปได้ตามที่ต้องการ
ยังไงก็ลองๆทำเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งน๊ะครับพี่น้องครับ

"ไส้ตัน"ปรุงรสลวกจิ้ม






กับแกล้ม...มันก็ต้องของทำง่ายๆ ที่ผ่านมาสามอย่างผมว่า ทุกคนที่อยู่หน่วยจู่โจมและทำลายน้ำสุรา ทำตามได้แน่ ชัวร์

ยังไม่พ้นเรื่องเครื่องใน...ทีนี้ใช้ของแพงของหมู ใครคิดมากไม่กินไม่ว่ากันแต่ผมว่าหลายๆคนชอบ....

"ไส้ตัน"

เหมือนเคยอีก ล้างอันนี้ต้องดึงมันที่ติดๆอยู่ทิ้ง หั่นเป็นท่อนๆพอคำ แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ โขลกพริกไท กระเทียม รากผักชี

แล้วสับกระเทียมซักกำมือ(ตามชอบ)ใส่เกลือป่นหน่อยๆ เจียวให้เหลือง ถ้าจะลัดก็ซื้อกระเทียมเจียวสำเร็จรูปมา

เอาภาชนะใส่น้ำตั้งไฟแรงให้เดือดพล่านโมโหสุดๆ(ไว้ลวก)ใส่เกลือลงไปด้วย เดือดได้ที่เอาไส้ตันเทลงไปลวก(แปรบเดียว)
จากนั้นเทลงตะแกรงเอาน้ำออกผึ้งให้สะเด็ด....
ในเวลาถัดมา ตั้งกระทะไฟกลางๆ ใส่น้ำมันพอร้อน เอากระเทียมพริกไทที่โขลกไว้ลงผัดให้หอม
จากนั้นใส่ น้ำมันหอย ซ๊อสปรุงรส น้ำตาลทราย อิ๊วขาวถ้างวดมากเติมน้ำนิดๆชิมดูให้รส เจ้มจ้นๆ
แล้วเทไส้ตันที่ลวกแล้วลงไป เร่งไฟ คลุกผัดให้เข้ากัน ใส่กระเทียมเจียวลงไป ขั้นตอนนี้ต้องเร็ว นานมากจะไม่กรอบ ไส้จะเหนียว
ตักใส่จาน โรยกระเทียมเจียวอีกรอบ จะให้เข้าตำราก็หาผักชีมาโรยหน้า

"ปลากระเบนผัดเผ็ด"








เนื้อปลาส่วนที่เหลือ (เนื้อบาง)เราหั่นพอคำเพื่อนำไปผัดเผ็ด
เครื่องผัดก็เดิมๆตามสูตรผัดเผ็ดพริกสด มีกระชาย ขมิ้นขาว พริกสี พริกไทอ่อน ใบมะกรูด ใบกะเพรา
พริกแกงผัด ก็พริกไทเม็ดโขลก กระเทียม พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูแดงเม็ดใหญ่(พริกไร่) ดอกกระเพรา
จากนั้นโขลกพริกผัดให้เข้ากัน
มาถึงขั้นตอนนี้ คชไพร ได้เคล็ดไม่ลับมาเผยแพร่เกี่ยวกับปัญหาเวลาโขลกพริกแล้วพริกกระเด็นเข้าตา
วิธีการขอเครดิตสิ่งดีๆนี้ให้กับป้าแป๋ว หวานใจ700-1ที่นำวีธีการดีๆนี้มาแนะให้ใช้
ง่ายๆหาถุงหิ้วใสๆ(ถุงก๊อบแก๊บ)ขนาดพอที่จะครอบครกได้ ขมวดตูดถุง ตัดปลายทิ้งนิดนึง แล้วเอารูที่ตัดทิ้ง
ครอบปลายสากให้ด้ามสากโผล่ออกมา แล้วเอาถุงครอบครกทั้งใบ จากนั้นกระหน่ำตำไปเลย โดยไม่ต้องกลัวพริกกระเด็นเข้าตา
ได้พริกผัดแล้วลงมือ
น้ำมันพอประมาณ รอให้ร้อนพอประมาณ นำพริกลงผัดให้หอมฉุนไปถึงปากซอย
เอาปลาลง คลุกเคล้าเบาๆให้สุกท้วนทั่ว(อย่ากวนปลามากตอนเนื้อยังไม่สุก)
เติมน้ำได้เล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลา น้ำตาลแค่ปลายก้อย ชิมดูก็ได้ไม่ผิดจรรยาบรรณ
จากนั้นใส่กระชาย ขมิ้นขาว พริกสี พริกไทอ่อน ใบมะกรูด ผัดให้เข้ากัน
ตามมาท้ายสุดเพื่อความหอมแบบร้อนแรงด้วยใบกะเพรา

เป็นอันเสร็จ ได้จานแรก "ปลากระเบนผัดเผ็ด"

ปลาดุกผัดกะเพรา


ปลาดุกผัดกะเพรา
ส่วนผสม
1. ปลาดุกหั่นเป็นชิ้นทำความสะอาดแล้ว 1ถ้วย 2. พริกขี้หนูตำพอแตกๆ
3. กระเทียม
4. น้ำปลาดี
5. น้าตาลทรายนิดหน่อย
6. ซอสหอยนางรม และ ซีอิ๊วขาว
7. ผงชูรส ไม่ใส่ก็ได้ถ้ากลัวหัวล้าน
8. น้ำมันพืช หรือน้ำมันหมูก็ได้
9. ใบกระเพรา ขาดไม่ได้เลย

วิธีทำ
1. นำพริกขี้หนูตำกับกระเทียมลงไปผัดกับน้ำมันพอหอม
2. นำเนื้อปลาดุกใสลงไปผัด แล้วปรุงรสด้วย น้ำปลาดี
3. ซอสหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย
4. ชิมรสให้ได้ที่ ใส่ใบกระเพรา ยกลงเสริฟ

ข้าวแคบ





แผ่นข้าวแคบที่เพื่อนรุ่นน้องเอามาฝากจากอุตรดิตถ์
ข้าวแคบเป็นอาหารเลื่องชื่อของอุตรดิตถ์มีที่มาว่า ข้าวแคบ ข้าวพันผัก หมี่พัน เป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยโบราณ ซึ่งมีมานานหลายชั่วอายุคน ในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นาน และสะดวกสบายในการนำติดตัวออกไปกินระหว่างวัน เมื่อต้องเดินทางไปทำนา ทำไร่ นอกบ้านไกลๆ
เมื่อเวลาผ่านไป การทำข้าวแคบ หรือ หมี่พัน ที่ทำกินกันเฉพาะในครัวเรือน ก็มีการต่อยอดเป็นการค้า ตรงจุดนี้ ทำให้เกิดการดัดแปลงสูตรการทำข้าวแคบ หรือหมี่พัน ธรรมดาให้มีรสชาติมากขึ้น จึงได้เป็นที่มาของ “ข้าวพันผัก” อาหารพื้นเมืองที่สร้างชื่อให้จังหวัดอุตรดิตถ์ในปัจจุบัน
เซทข้าวแคบปรุงเสร็จพร้อมรับประทานค่ะ
ทานกับน้ำจิ้มสูตรทะเลนะคะ
เครื่องเคียงประกอบด้วย
-หมูรวนสุกค่ะ
-กุ้งแห้งทอดกรอบ
-เห็ดหอมผัด
-แตงกวา
-มะม่วงดิบหรือใครชอบกล้วยดิบก็ทานได้ค่ะเอามารวมแบบแหนมเนืองอาหารเวียดนามก็ได้ค่ะ
-ผักสดๆที่ขาดไม่ได้ค่ะ..
อร่อยค่ะ...
-อย่าลืมน้ำจิ้มสูตรเด็ดถ้วยนี้นะจ๊ะ...
-พริกขี้หนูโขลกกับกระเทียมปรุงด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว เกลือป่น น้ำตาลปี๊บ ชิมรสให้กลมกล่อม...อร่อยล้ำค่ะ...
สูตรนี้เป็นอาหารจานผักที่ใช้แผ่นข้าวแคบ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื้อแป้งเหนียว ปรุงรสอร่อยมีหลายรส เช่น รสงา รสงาพริก รสกุ้งแห้งพริก เป็นต้น ห่อโดยจุ่มน้ำพอผ่านๆอย่าแช่นะคะ เลือกผักที่มีน้ำมากอย่างผักกาดแก้ว นับว่ามีเฮโมโกลบิน ป้องกันโรคเลือดจาง ป้องกันและต้านมะเร็ง ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก มีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ข้าวเหนียวสังขยา






ส่วนผสม

ข้าวเหนียว 4 ถ้วย
กะทิ 2 ถ้วย
เกลือป่น 4 ช้อนชา
น้ำตาลทราย ½ ถ้วย

ส่วนผสมสังขยา

ไข่เป็ด 4 ฟอง
กะทิ 1 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย

วิธีทำ

1.แช่ข้าวเหนียวใส่น้ำพอท่วม ทิ้งไว้ค้างคืนหรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมง สงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ใส่หวดหรือลังถึงปูด้วยผ้าขาวบาง นึ่งประมาณครึ่งชั่งโมง
2.ผสมกะทิ เกลือป่น และน้ำตาลทราย ตั้งไฟจนน้ำตาลและเกลือละลาย ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะไว้
3.พอข้าวเหนียวสุก ยกลงเทใส่กะละมัง ค่อยๆ เทกะทิลงข้าวเหนียว คนด้วยไม้พายให้ข้าวเหนียวกับกะทิเข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้จนระอุดี
4.ผสมกะทิ น้ำตาลและไข่เป็ด ตีให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบางลงถาดสำหรับนึ่ง นึ่งประมาณ 20-30 นาที จนสุก
5.จัดข้าวเหนียวลงจาน ตักสังขยาใส่หน้า เสิร์ฟรับประทาน

ข้าวเหนียวมูนหน้าปลาแห้ง





ปรุง + ส่วนผสม

* เนื้อปลาตากแห้ง 100 กรัม

* หอมแดงซอย 80 กรัม

* เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

* น้ำตาลทราย 150 กรัม

* ส่วนผสม + วิธีทำข้าวเหนียวมูน

วิธีทำขนมไทย ทีละขั้นตอน

1. นำปลาแห้งไปอบจนกรอบ แกะเอาก้างปลาออก (ถ้ามีก้างใหญ่ๆ) ให้เหลือแต่เนื้อปลา แล้วนำไปโขลกให้เนื้อฟู

2. ตั้งกระทะบนไฟอ่อนๆ นำหอมแดงไปเจียวพอเหลืองกรอบ (ระวังไหม้) ปิดไฟ จึงนำออกมาสะเด็ดน้ำมัน

3. นำน้ำมันที่เหลือจากการเจียวหอมไปใส่ในกระทะและตั้งบนไฟร้อนปานกลาง ใส่เนื้อปลาที่เตรียมไว้ ในขั้นตอนที่หนึ่งลงไปผัดจนปลากรอบ จากนั้นใส่เกลือลงไปผัดต่อ (ควรชิมด้วย ถ้าปลาแห้งเค็มมาก ก็ควรลด ปริมาณเกลือลง) เสร็จแล้วจึงปิดไฟ

4. นำเนื้อปลาที่ผัดแล้วไปผสมกับหอมเจียวและน้ำตาลทราย เคล้าให้เข้ากันดี

5. เวลาเสริฟ ตักข้าวเหนียวมูนใส่จาน เติมหน้าปลาลงไปบนข้าวเหนียวมูน พร้อมเสริฟได้ทันที

ข้าวเหนียวมูนหน้ากุ้ง









ส่วนผสมก็ไม่มีไรมาก

กุ้งสด ตัวหย่ายๆ สัก 1 ถ้วย
มะพร้าวขูด 1 ถ้วย
น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีตำให้ละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
น้ำมัน สำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 2 ข้อนชา
ใบมะกรูดหั่นฝอย 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1 สับกุ้งรวมกับมะพร้าว ใส่สีผสม หรือขมิ้น
2 โขลกรากผักชีกับพริกไทย ให้ละเอียด ผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่กุ้งลงผัดให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ตักขึ้น โรยใบมะกรูด หรือจะผักชีด้วย ก็หอมดี

ลองตามมาดู เป็นขั้นๆ ไปหนะ ง่ายมากไม่ยากเลยสับกุ้งกับมะพร้าวรวมกัน เพื่อกุ้งจะได้เป็นชิ้นเล็กๆ
สีที่จะทำให้เป็นสีส้ม หรือสีแดงเนีย ก็ใช้ สีผสมอาหาร สองสี
ผสมกัน คือสีเหลืองกับ สีแดง จะได้ออกมาเป็นสี แบบในภาพ

หลังจากนั้นก็นำมาผสม กับกุ้งและมะพร้าว ให้ทั่วกัน เอากะทะตั้งไฟ ใส่น้ำมัน ใส่รากผักชีกับพริกไทยผัดให้มีกลิ่นหอมเสียหน่อยก่อน แล้วค่อยใส่กุ้งกับ มะพร้าวที่เราสับไว้แล้วเมื่อผัดกุ้งพอสุก ก็ปรุงรสด้วยน้ำตาลเกลือ แล้วผัดไฟอ่อนๆ ไปสักพักจนเห็นว่า นหน้ากุ้ง แห้ง ค่อยยกลงจากเตาหลังจากที่เราปรุงรส ชาติหวานเค็มได้ที แหละผัดหน้ากุ้งจนเห็นว่าหน้ากุ้งแห้งแล้ว ก็ใส่ใบมะกรูดหั่นฝอยลงไป เพื่อดับกลิ่นคาวของกุ้งกันสักหน่อย มากน้อยตามชอบใจจ๊ะ
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
ในระหว่าง ข้าวเหนียวกำลังนึ่งอยู่ ก็มาจัดการกับน้ำกะทิ เตรียมไว้สำหรับมูนข้าวเหนียวกันก่อน ( ข้าวเหนียว 3 ถ้วยตวงไทย)

หัวกะทิ ( หัวหัวเลยนะจ๊ะ ) 4 dl
น้ำตาลทราย 2 dl
เกลือ 2 ข้อนชา
น้ำดอกมะลิ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ นำส่วนผสมทั้งหมดผสมลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟให้เดือด ก่อนที่จะนำมาผสมกับข้าวเหนียวที่นึ่งสุกร้อน (หมายเหตุ สำคัญมาก ข้าวเหนียว กับ น้ำกะทิ ต้องร้อนจ๊ะ)นำส่วนผสม ของกะ นำ ขึ้นตั้งไฟ ให้เดือดก่อนนำมามูน(ผสม) กับข้าวเหนียวข้าวเหนียวนึ่งมาสุก ร้อนๆ นำมาใส่กาลามัง เทส่วนผสมของกะทิ ที่กำลังเดือดร้อนๆ ลงไป ใช้พายคนผสมให้ ข้าวกับกะทิ เข้ากันให้ทั่ว แล้วรีบปิดฝา กาลามังไว้เพื่อให้ ข้าวเหนียว ซึมซับ น้ำกะทิให้ ระอุแห้งดี แล้วจึงนำมา กินกันได้จ๊ะข้าวเหนียวที่เรานึ่งไว้สุกแล้ว ยกออกมาใส่ในกาลามัง และเทส่วนผสมของกะทิที่กำลังร้อนๆ เดือด อยู่ลงไป ใช้ไม้พาย คนส่วนผสมทั้งสองอย่างให้เข้ากัน แล้วรีบปิดฝา กาลามังไว้ เพื่อที่ข้าวเหนียวที่ลังร้อน จะได้ซับเอาน้ำกะทิ เข้ามาในเม็ดของข้าว แล้วเราคอยมาพลิกกลับ ด้านของข้าวเหนียวให้ทั่วอีกสักครั้ง แล้วปิดฝาไว้อย่างเดิม
และ รอพักไว้จนกว่า ข้าวเหนียวจะเย็น ก็นำมารับประทานได้จ๊ะ ปริมาณ ของกะทิ ควรจะมากกว่าข้าวเหนียวสัก นิดหน่อย เดียวพอข้าวเหนียว เย็น น้ำกะทิก็จะแห้งกำลังดี และข้าวเหนียวก็จะเม็ดนิ่มสวย
และ มันกำลังดีจ๊ะข้าวเหนียวที อุ่นระอุ ได้ที่แล้วพร้อมจะนำ ตักใส่จานใส่ท้องได้ทันทีจ๊ะ

ใครชอบกะทิ ราดหน้าด้วยก็ได้ ส่วนผสมก็มี แค่ กะทิ,เกลือนิดหน่อย ชิมดู จะเอาค็มน้อยเค็มมาก ,แป้งข้าวโพดผสมกับหางกะทิเข้าสักหน่อย เพื่อกะทิจะได้ข้น เวลานำมาราดกับข้าวเหนียวหนะจ๊ะ หลังจากนั้นก็นำไปตั้งไฟ ให้เหนียว ก็ใช้ได้แล้ว
หน้ากุ้งที่เราทำไว้แล้วก็ตัก โรยหน้า ให้สวยงาม แจมด้วยผักชีนิดหน่อยก็หอมดี

ยำไข่ปลาทอด


ยำไข่ปลาทอด" รสชาติเด็ดอย่าบอกใคร นำไข่ปลาชิ้นโตไปทอดให้กรอบจนได้ที่ ก่อนใส่ต้นหอม หอมแดง มะม่วงซอยฝอย และผักกาดหอม ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล มะนาวสด ถั่วลิสง และพริกขี้หนูสด ผสมกันแล้วได้ครบทุกรสชาติ รสจัดสมกับเป็น"ยำ" จานนี้ทำให้พวกเราติดใจ

การดับกลิ่นคาวของเครื่องใน หมู เป็ด ไก่


เวลาปรุงอาหารที่มีเครื่องในเป็นส่วนประกอบ ปัญหาที่พบคือ เครื่องในมักมีกลิ่นสาบ ทำให้ไม่น่ารับประทาน วิธีลดกลิ่นสาบก็คือให้เอาเหล้าขาว(เหล้า 28 ดีกรี) มาคลุกกับเครื่องในทีละน้อย จนหมดกลิ่น เพียงเท่านี้กลิ่นของเครื่องในจะไม่มารบกวนแล้วค่ะ

ยำวุ้นเส้นผักกระเฉด


เครื่องปรุง + ส่วนผสม

- กุ้งขนาดกลาง 5 - 8 ตัว (ล้างทำความสะอาด,ปอกเปลือก)
- หมูสับ 50 กรัม
- ผักกระเฉด 100 กรัม (ทำความสะอาด และหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ)
- กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกขี้หนูสับ 1/2 ช้อนโต๊ะ (ปรับเพิ่ม/ลดตามความชอบ)
- กระเทียมหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ (หรือใช้น้ำตาลทรายแทน)

วิธีทำทีละขั้นตอน

1. นำหมูสับและกุ้งที่แกะแล้วไปลวกในน้ำร้อนจนสุก สะเด็ดน้ำให้แห้ง
2. จากนั้นนำผักกระเฉดไปลวกน้ำร้อนจนนุ่ม จึงตักออกและทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
3. ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดลงในชามขนาดใหญ่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำตาลและน้ำมะนาว ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว เสิร์ฟได้ทันที

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตำแคบหมู



เครื่องปรุง
แคบหมู แบบติดมัน 1 ขีด
ถั่วฝักยาว 2 เส้น หั่นเป็นท่อน
กระเทียม พริกขี้หนู กะปิ มะเขือเทศ ถั่วลิสงคั่ว
น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำมะนาว


วิธีการปรุง
1.โขลกกระเทียมประมาณ 4 กลีบกับพริกขี้หนู 4 เม็ด ไม่ต้องละเอียดมาก
2.ใส่ถั่วฝักยาว กะปิ 1 ช้อนชา ตำไม่ต้องละเอียดมาก
3.ไส่แคบหมูคลุก ไม่ต้องละเอียด ผ่ามะเขือส้ม 2-3 ลูก ใส่เข้าไปและโขลกต่อ
4.ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก ใน้ำมะนาว ให้รสชาดออกเปรี้ยว เค็ม ตามชอบ
5.ตักใส่จาน โรยด้วยถั่วลิสงคั่ว รับประทานได้

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปูไข่ผัดน้ำพริกเผา










ส่วนผสม 1.น้ำพริกเผา2.ต้นหอม3.น้ำปลา4.น้ำตาล5.ซอสหอยนางรม

วิธีทำ ตั้งกระทะให้ร้อนแล้วนำน้ำพริกเผาลงไปผัดหรือเจียวให้หอม แล้วเอาปูไข่ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในกระทะ แล้วตามด้วยน้ำพอประมาณ (ที่ต้องใส่น้ำเพราะจะทำให้ปูสุกไวขึ้น)แล้วเอาฝามาปิดเพื่อให้สุกเร็วขึ้นเมือปูไกล้สุกแล้วให้ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำตาล และซอสหอย จะเอารสไหนก็ตามใจชอบเลย เมื่อปรุงเรียบร้อยและน้ำเริ่มแห้งให้ใส่ต้นหอมลงไป ผัดให้สุกแล้วตักใส่จานได้เลยครับ