วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำพริกกระะปุก


"ตัวอย่างเรื่องราวของการเริ่มต้นหาอาชีพเสริมของสองผู้ประกอบการ ที่เลือกอาชีพง่ายๆ ทำง่ายๆ ขายได้เรื่อยๆ
อีกทั้งลงทุนน้อย ซึ่งอาจจะเป็นอาชีพที่คนอื่นๆ มองข้าม แต่อย่าลืมว่า น้ำพริกเป็นอาหารคู่ครัวคนไทยมาช้านาน"

ในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวยากหมากแพง อาชีพที่คนถามถึงมักจะเป็นอาชีพที่ทำได้ง่ายๆ ลงทุนน้อย
อีกทั้งขายได้ไม่ยาก เพียงแต่เม็ดเงินที่เข้ามาอาจจะไม่มาก เป็นกอบเป็นกำ อาศัยว่าขายได้เรื่อยๆ

หนึ่งในอาชีพที่ว่านี้คือ ทำน้ำพริกกระะปุกขาย
ฟังเผินๆ อาจจะมีคนแย้งขึ้นมาว่า ขายกันอยู่เกลื่อนไป ไม่น่าสนใจแล้วล่ะ
แม้จะเป็นดังนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อมีคนใหม่ๆ ทำขาย ก็ขายได้อีกจริงๆ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับรสชาติ ราคา และทำเล

ดังตัวอย่างของสองผู้ประกอบการที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้
คนหนึ่งอยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ส่วนอีกคนอยู่ที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ไปกันที่จังหวัดอ่างทองก่อน
ผู้ประกอบการรายนี้เป็นหญิงชื่อ คุณประยูร มีฤกษ์ อยู่บ้านเลขที่ 18/3 หมู่ 5 อำเภอวิเศษชัยชาญ
คุณประยูร เล่าว่า มีอาชีพส่งเหล้าเป็นอาชีพหลัก ทั้งเหล้าขาวและสาโท ต่อมา สาโทปิดตัวไป เธอจึงมานั่งคิดว่า
น่าจะทำอาชีพอย่างอื่นเสริมด้วย เพราะหวังพึ่งรายได้จากการส่งเหล้าอย่างเดียว ดูจะเสี่ยงเกินไป

เธอเห็นโปรแกรมการฝึกอบรมอาชีพในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ซึ่งนำเสนอการอบรมอาชีพอยู่ทุกๆ ปักษ์
และนึกตรองแล้วว่า การทำน้ำพริก น่าจะง่ายที่สุดและขายได้ดีที่สุด จึงสมัครเข้ามาอบรมอาชีพ
ในวิชา "น้ำพริกกระปุก 8 รายการ" กับ อาจารย์ขนิษฐา ชัยชาญกุล น้ำพริก 8 รายการที่ว่านี้ได้แก่ น้ำพริกตาแดง
น้ำพริกแมงดา น้ำพริกปลากรอบ น้ำพริกเผา น้ำพริกมะขาม แจ่วบอง ไตปลาเสวย และพริกขิงปลาฟู

คุณประยูร เล่าให้ฟังถึงช่องทางการขายว่า ที่ง่ายที่สุดคือไปส่งเหล้าร้านไหนก็พ่วงน้ำพริกไปด้วย
แต่ไม่บังคับว่า ซื้อเหล้าต้องซื้อน้ำพริก ส่วนใหญ่ร้านที่ไปส่งเป็นร้านโชห่วย บางร้านก็ขายกับข้าวด้วย
การขายน้ำพริกด้วยจึงไปด้วยกันได้สบาย นอกจากนี้ ที่เธอเลือกทำน้ำพริกขาย
เพราะเห็นว่า เป็นอาหารที่เก็บไว้ได้นานไม่เสีย ดีกว่าการทำอาหารชนิดอื่นๆ ขาย

"วัตถุดิบที่ใช้ในการทำ หาได้ในท้องถิ่น ที่ทำขายอยู่ในตอนนี้ ได้แก่ น้ำพริกมะขาม น้ำพริกตาแดง น้ำพริกเผา
และน้ำพริกผัด ทำสัปดาห์ละประมาณ 30-40 กิโลกรัม"

ผู้ประกอบการรายนี้เล่าอีกว่า จากที่ทำขายมาประมาณ 1 ปีเศษ ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก
น่าจะทำขายต่อไปได้เรื่อยๆ และเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีอนาคตดีทีเดียว

น้ำพริกที่คุณประยูรทำส่งขายนี้ เธอบรรจุน้ำพริกไว้ในกระปุกพลาสติคเล็กๆ มีสติ๊กเกอร์ชื่อน้ำพริกติดอยู่ที่ฝา
ขายส่งราคากระปุกละ 10 บาท ร้านที่รับไปขาย นำไปขาย 12-15 บาท ต่อกระปุก แล้วแต่ทำเล

นอกจากน้ำพริกแล้ว คุณประยูรยังได้เลือกอบรมการทำข้าวเหนียวมูนและวุ้นเค้ก
ซึ่งทั้งสองวิชาสามารถนำไปทำขายเสริมรายได้อีก โดยเธอเลือกทำข้าวเหนียวมูนในช่วงเดือนมีนาคม เมษายน
หรือเป็นช่วงที่มีมะม่วงสุกออกมามากนั่นเอง ส่วนวุ้นเค้ก ทำขายในช่วงเทศกาลปีใหม่
นี่เป็นตัวอย่างของการเลือกจังหวะเวลาในการหารายได้ ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

สนใจติดต่อสอบถาม คุณประยูร ได้ที่โทร. (089) 901-9061

อีกท่านหนึ่งที่ตอนนี้หันมาจับอาชีพการขายน้ำพริก เป็นอาชีพเสริม
โดยเริ่มต้นเข้ารับการอบรมที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน เช่นเดียวกับคุณประยูร
นั่นคือ คุณพงษ์เทพ มั่นคงพิทักษ์กุล หรือ คุณเคี้ยง
อยู่บ้านเลขที่ 77 ถนนราษฎร์บูรณะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110

คุณเคี้ยง ใช้วิธีลงทุนเดินทางขึ้นมาจากจังหวัดสงขลา
เพื่อมาเข้ารับการอบรมอาชีพกับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน โดยเฉพาะ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้คุ้มเกินคุ้ม
เพราะเขามาเข้ารับการอบรมไปหลายวิชา ใช้เวลานับ 10 วันเพื่อเรียนรู้

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวการทำน้ำพริกขายของคุณเคี้ยง ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพหลักอยู่แล้ว
ได้แก่ การเปิดร้านจำหน่ายซ่อมอัพเกรดคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบกล้องวงจรปิด
ซึ่งจะว่าไปนับเป็นอาชีพที่ดีมากอยู่แล้ว แต่คุณเคี้ยงว่าช่วงเศรษฐกิจไม่ดี กว่าจะได้ลูกค้าแต่ละรายยากแสนยาก
อีกทั้งจะไปหวังพึ่งธุรกิจตัวใดตัวหนึ่งคงไม่ได้ เขาจึงพยายามเสาะหาอาชีพใหม่ๆ ด้วย
และอาชีพใหม่ในคราวนี้ก็มิได้ข้องเกี่ยวกับอาชีพเดิมเลยแม้แต่น้อย

ปกติคุณเคี้ยงมักจะรับหนังสือพิมพ์มติชนและข่าวสด อ่านเป็นประจำ
เขาพบโปรแกรมการอบรมอาชีพของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน จากนั้นใช้เวลาราว 2 เดือน เพื่อวิเคราะห์ว่า
จะเรียนวิชาอะไรดี และโทรศัพท์มาสอบถามกับทางศูนย์ และจองวิชาเรียนพร้อมโอนเงินผ่านธนาคาร

"ผมเดินทางมาจากจังหวัดสงขลาเพื่อมาเรียนโดยเฉพาะ ผมเรียนเอง และอยู่ในกรุงเทพฯ อีกเป็น 10 วัน
เพราะผมเรียนหลายวิชา คือไหนๆ ก็มาแล้ว มาเรียนไปทีเดียวเลย เรียนไปแล้ว ไปเลือกทีหลังก็ได้ว่าจะทำอะไรดี"

วิชาที่เลือกเรียนไปเป็นต้นว่า น้ำพริกกระปุก การทำปาท่องโก๋ หมูหย็อง หมูเส้น ลูกชิ้น เต้าหู้ทอดและอื่นๆ

"เรียนมาแล้ว ผมมานั่งวิเคราะห์ตลาดต่อว่า จะขายที่ไหน
ผมเล็งไปที่ตลาดนัด ซึ่งมีทั้งนัดเช้าและนัดเย็น เป็นการขายระยะสั้นไม่เกิน 3 ชั่วโมง
และสรุปว่า ขายน้ำพริกดีที่สุด เพราะไม่เสียง่าย เป็นการถนอมอาหารโดยไม่ใช้สารกันเสีย"

เมื่อวิเคราะห์ถึงอาชีพที่จะทำตลาดที่จะขายแล้ว เขายังใช้เวลาเสาะหาวัตถุดิบอีกหลายวัน
ต้องการหาแหล่งซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุด ในราคาสมเหตุสมผลที่สุด หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วนจึงลงมือทำ

แม้ว่าจะเรียนการทำน้ำพริกมาหลายสูตร แต่เขาเลือกที่จะทดลองทำทีละสูตร
แล้วนำแจกญาติๆ และเพื่อนช่วยกันชิมช่วยกันติ แล้วนำคำติชมเหล่านั้นมาปรับปรุงเพื่อทำจำหน่ายต่อไป

"หลังจากไปเรียนมาแล้ว ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะทำได้ แต่ผมพอมีความรู้พื้นฐานทางด้านการทำอาหารมาบ้าง
นานมาแล้วตอนเป็นวัยรุ่น ผมเคยเป็นลูกมือพ่อครัวในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ผมอาสาทำให้ โดยไม่รับเงินเดือน
เพราะต้องการความรู้ จึงพอมีประสบการณ์มาบ้าง ช่วงที่จะทำน้ำพริกขาย อาศัยให้เพื่อนๆ ช่วยกันชิม"

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 15 วัน หลังเข้ารับการอบรม ที่เข็นน้ำพริกตัวแรกออกมาจำหน่าย
และทยอยออกมาอีกหลายตัว ปัจจุบันเขาขายน้ำพริกตาแดง น้ำพริกตาแดงนรก น้ำพริกแมงดา
น้ำพริกแมงดานรก น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกมะขาม น้ำพริกไตปลา และแจ่วบอง
บรรจุในกระปุกพลาสติคขนาด 1 ขีด ขายกระปุกละ 20 บาท

ถามว่าเหตุใดจึงขายแพงกว่าเจ้าอื่นๆ คุณเคี้ยงว่า "ก็ผมขายได้"

นั่นสิ เขาขายได้จริงๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ของแบบนี้อยู่ที่รสชาติและทำเล อันหมายถึงกลุ่มลูกค้า

แม้ว่าจะขายในตลาดนัด แต่น้ำพริกราคากระปุกละ 20 บาท
ก็ไม่แพงจนเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพและวัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้
ทุกวันนี้ เขาขายน้ำพริกในตลาดนัดต่างๆ ทั้ง 7 วัน วันละ 4 นัด แบ่งเป็นเช้า 1 นัด และ เย็นอีก 3 นัด

"ผมมีน้ำพริกให้ชิมทุกตัว มีผักไว้ให้จิ้มชิมได้เลย ซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร"
นี่เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการขาย เพราะเมื่อลูกค้ามั่นใจในรสชาติแล้ว ย่อมยินดีควักสตางค์ซื้อกลับบ้าน

เมื่อถามถึงกำลังการผลิต เขาว่าขายได้วันละ 10-15 กิโลกรัม หรือวันละ 2,000-3,000บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่น่าพอใจ

คุณเคี้ยง เล่าย้อนไปถึงช่วงที่กลับมาจากการเข้ารับการอบรมใหม่ๆ ว่า ได้เรียนรู้การทำน้ำพริกและได้สูตรมา
แต่สูตรที่ได้มานี้นำมาปรับนิดหน่อย เพราะวัตถุดิบแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน อย่างมะขามสดเปรี้ยวไม่เท่ากัน
หรือกะปิเค็มไม่เท่ากัน เมื่อปรับรสชาติแล้ว ก็จดจำไว้เป็นของตนเอง

"ตอนนี้กลุ่มลูกค้าน้ำพริกของผมมีทุกกลุ่ม
ซึ่งต่อไปผมจะพยายามพัฒนาไปสู่การได้รับการรับรอง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่ผลักดันไปถึงเรื่องการส่งออกได้" คุณเคี้ยง ว่าอย่างนั้น

นี่เป็นตัวอย่าง เรื่องราวของการเริ่มต้นหาอาชีพเสริมของสองผู้ประกอบการ ที่เลือกอาชีพง่ายๆ ทำง่ายๆ
ขายได้เรื่อยๆ อีกทั้งลงทุนน้อย ซึ่งอาจจะเป็นอาชีพที่คนอื่นๆ มองข้าม
แต่อย่าลืมว่า น้ำพริกเป็นอาหารคู่ครัวคนไทยมาช้านาน
อีกทั้งเมื่ออาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่การดำรงชีวิตของมนุษย์
การทำอาหารจำหน่าย ซึ่งเป็นอาหารกินง่าย ขายง่าย จึงเป็นอาชีพที่ไม่ทำให้ผู้ประกอบการผิดหวัง

สนใจติดต่อคุณเคี้ยงได้ที่ โทร. (074) 253-834

เมื่อพูดถึงอาชีพการทำน้ำพริกจำหน่ายแล้ว คอลัมน์นี้ขอมอบสูตรน้ำพริกให้ 2 สูตร
ซึ่งเป็นสูตรของ อาจารย์ขนิษฐา ชัยชาญกุล วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน



น้ำพริกตาแดง

สูตรทำขาย สูตรแม่บ้าน
หอมแดง 1.5 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กระเทียม 2 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 500 กรัม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 700 กรัม 3-4 ช้อนโต๊ะ
มะขามเปียก 1 กิโลกรัม 1/4 ถ้วยตวง
เกลือ 100 กรัม
ปลาน้ำดอกไม้ (กุ้งแห้งป่น) 500 กรัม 2 ถ้วยตวง
พริกขี้หนูแห้ง 500 กรัม 1/4 ถ้วยตวง
น้ำปลา - 2 ช้อนโต๊ะ
คนอร์ 200 กรัม

วิธีทำ
1. หอม กระเทียม พริกขี้หนูแห้ง คั่วให้หอม บดละเอียด
2. ปลาน้ำดอกไม้ต้มให้สุก แกะเอาแต่เนื้อ ตวงให้ได้ 500 กรัม บดให้ละเอียด มะขามเปียกสับละเอียด
3. ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ หรือน้ำปลา กะปิ

4. นำส่วนผสมทั้งหมดลงผัดให้หอม ใช้ไฟอ่อน
ผัดจนส่วนผสมเข้ากันดี ลักษณะเหนียวค่อนข้างแห้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง

5. ใช้ขวดแก้ว กระปุก หรือพลาสติคแข็งทนความร้อน นำน้ำพริกบรรจุขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ในขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่ ปิดฝาให้สนิท คว่ำขวดลง 5 นาที
กลับขึ้นลวกน้ำร้อนให้ขวดและฝา ด้วยน้ำร้อนจัด ทิ้งขวดให้แห้งสนิท

ถ้าเป็นกระปุกพลาสติคอ่อน ในกรณีบรรจุสำหรับขาย บรรจุน้ำพริกขณะร้อน
แต่จะปิดฝาต่อเมื่อน้ำพริกเย็นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดไอน้ำเกาะด้านใน เพราะจะทำให้น้ำพริกเกิดเชื้อราได้

สูตรนี้ทำน้ำพริกได้ 6.5 กิโลกรัม
ขายในราคา 200 บาท/กิโลกรัม แล้วแต่ทำเล

* บรรจุลงขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ปิดฝาให้สนิท
นำเข้าหม้ออัดความดัน ใช้ความดัน 10 ปอนด์/15 นาที เก็บได้ 3 เดือน


น้ำพริกมะขามสด

สูตรทำขาย สูตรแม่บ้าน
มะขามสด 3 กิโลกรัม 250 กรัม
กระเทียม 1 กิโลกรัม 6 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสด 1 กิโลกรัม 1/4 ถ้วยตวง
หมูบด 1,000 กรัม 2 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปี๊บ 2 กิโลกรัม 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 500 กรัม 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา - 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 75 กรัม
น้ำมันสำหรับผัด 1 ก.ก. (ขวดใหญ่) 1/4 ถ้วยตวง
คนอร์ 200 กรัม

วิธีทำ
1. บดมะขามให้ละเอียด ขณะบดให้ใส่เกลือเล็กน้อยลงไปด้วย เพื่อไม่ให้มะขามดำ
2. บดกระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ให้ละเอียด
3. นำมะขามบด กระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง หมูบด ผสมรวมกัน
ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ กะปิ เกลือ หรือน้ำปลา ให้เข้ากัน

4. ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่น้ำพริกที่ปรุงแล้วลงผัดให้สุก ใช้ไฟกลาง ค่อยๆ ใส่น้ำมันที่เหลือ ผัดจนสุกหอมดี
ลดไฟเป็นไฟอ่อน ผัดต่อสักครู่ จนน้ำพริกสุกทั่วกันดี ทิ้งให้เย็นสนิท เก็บใส่ภาชนะได้นาน

5. ถ้าเป็นขวดแก้ว หรือกระปุกพลาสติคแข็งทนความร้อน บรรจุลงในขวดที่ฆ่าเชื้อแล้ว
ในขณะที่ส่วนผสมยังร้อนอยู่ ปิดฝาหลวม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อประมาณ 10 นาที ยกลงปิดฝาให้สนิท เช็ดขวดให้สะอาด

ถ้าเป็นกระปุกพลาสติคอ่อน ในกรณีบรรจุสำหรับขาย บรรจุน้ำพริกขณะร้อน
แต่จะปิดฝาต่อเมื่อน้ำพริกเย็นแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดไอน้ำเกาะด้านใน เพราะจะทำให้น้ำพริกเกิดเชื้อราได้

สูตรนี้ทำน้ำพริกได้ 8 กิโลกรัม
ขายในราคา 200 บาท/กิโลกรัม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น