วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ต้มยำกุ้ง




เกร็ดน่ารู้

"ต้มยำ" ... เป็นชื่อแกงที่นิยมซดน้ำ นิยมเสิร์ฟร้อนๆ

ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบ คือ "ต้มยำน้ำเปล่า" และ "ต้มยำน้ำกะทิ" ที่ใช้เนื้อปลา, กุ้ง หรือเนื้ออื่นๆ ซึ่งจะใส่กับเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นคาวจัด หอมกลิ่นตะไคร้ ใบมะกรูด และข่า มีสีสันสวยงามด้วยมันสีส้มๆ จากหัวกุ้งลอยหน้าอยู่ มี 3 รสชาติกลมกล่อมปรุงรสให้เปรี้ยวนำเค็ม หวานกุ้งและเห็ด ทั้งนี้ยังได้ความเผ็ดจากพริกขี้หนูสวนสดทุบพอแตก เพราะจะทำให้ต้มยำมีกลิ่นหวลชวนหอมไม่เหม็นเขียว หรือจะใช้พริกชี้ฟ้าแห้งปิ้งไฟอ่อนๆ แทนได้เหมือนกันค่ะ แค่ฉีกพริกหยาบๆ

เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูยอดฮิตเลยทีเดียวสำหรับชาวต่างชาติ ว้าว!... ชักอยากจะลองทำดูแล้วล่ะสิคะ ตามมาเลยค่ะ . . .




ส่วนผสม
กุ้งแม่น้ำ 300 กรัม
เห็ดฟาง 100 กรัม
ตะไคร้หั่นเฉียง 1 ต้น
ข่าหั่นแว่น 3 แว่น
ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ
น้ำสต๊อก 5 ถ้วยตวง
น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสดบุบพอแตก 8 เม็ด
(สำหรับผู้ไม่ชอบทานเผ็ด สามารถลดจำนวนเม็ดลงได้นะคะ)
ผักชีสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
1. ตั้งน้ำสต๊อกให้เดือด ใส่ข่า ตะไคร้
2. พอเดือดแล้ว ใส่กุ้ง เห็ดฟางใบมะกรูด ปรุงรสด้วยน้ำปลา
3. เดือดอีกครั้งยกลง ใส่น้ำมะนาว พริกขี้หนู
4. ตักใส่ชาม โรยหน้าด้วยผักชี


ข้อเสนอแนะ
1. ต้มยำกุ้งตำรับดั้งเดิมจะเป็นน้ำใส สำหรับท่านที่ต้องการทำให้เป็นต้มยำกุ้งน้ำข้น ให้เติมนมสดหรือน้ำกะทิก่อนยกลง เพื่อให้ได้น้ำต้มยำรสเข้มข้นและมีรสมันขึ้น หลังจากเติมนมสดหรือน้ำกะทิไปแล้วสามารถต้มต่อได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่าให้นานมากเพราะจะทำให้เกิดการแยกตัวกัน ดูไม่สวยงาม
2. สำหรับต้มยำน้ำข้นนิยมใส่น้ำพริกเผาหรือพริกขี้หนูแห้งทอด เพื่อให้มีสีสันสวยงาม
3. สามารถนำเปลือกกุ้ง หัวกุ้งมาต้มเป็นน้ำสต๊อกได้ โดยการต้มเปลือกกุ้งกับตระไคร้ ข่า ใบมะกรูด ประมาณ 15 นาที จากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาใช้
4. ถ้ากุ้งมีขนาดเล็กให้ใส่เห็ดก่อนกุ้ง เพื่อคงความเด้งของกุ้งไว้ จะได้ไม่เหนียวหรือแข็งเวลาทาน
5. ควรรอให้น้ำเดือดก่อนใส่กุ้งและอย่าคนเพราะจะทำให้คาว
6. การรีดมันกุ้งออกมาเคี่ยวต่างหากแล้วจึงใส่ในน้ำต้มยำจะทำให้มีกลิ่นคาว
7. การใส่รากผักชีทุบพอแตกในน้ำแกง จะทำให้ต้มยำมีกลิ่นหอมขึ้น
8. ถ้าชอบเผ็ดมาก ให้ใส่พริกขี้หนูก่อนปิดไฟสัก 5 นาที

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น